การล่วงละเมิดทางเพศปัญหาที่รุนแรงขึ้นในสังคม
การล่วงละเมิดทางเพศในเด็ก ยังเป็นข่าวให้ได้รับรู้อยู่เสมอ และดูเหมือนนับวันจะเพิ่มมากขึ้นด้วย ผู้ที่ไปละเมิดสุดท้ายมักพบว่าเป็นคนคุ้นเคยใกล้ชิดของครอบครัวนั้นๆ นั่นเอง เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นพ่อแม่ผู้ปกครองบางท่านจะรู้สึกละอายคอยปกปิดไม่อยาก ให้สังคมรับรู้ นอกจากเหตุการณ์รุนแรงถึงขั้นอันตราย เจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องเรื่องจึงได้เปิดเผยออกมา
ปัจจุบันนี้สังคมได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย เรื่องการละเมิดทางเพศในเด็กพบเป็นส่วนหนึ่งด้วย จากสถิติ สนง.ตำรวจแห่งชาติคดีอาญา ในปี 2538 พบ 3,775 ราย เพิ่มขึ้นทุกปีจนถึงปี 2548 พบ 5,065 ราย อายุต่ำสุด 7 เดือน ปี 2540-2547 เด็กอายุ 1-6 ขวบ พบ 123 คน ซึ่งส่วนใหญ่พ่อแม่ จะปกปิด ไม่อยากไปศาล รู้สึกละอายที่คนจะล่วงรู้ ตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่านี้
ผลกระทบเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศที่เป็นหญิง จะมีผลกระทบทั้งกายและจิตใจ ร่างกาย บาดแผลพอรักษาได้ แต่ ด้านจิตใจ จะหวาดผวา ซึมเศร้า ฝันร้าย ตกใจง่ายและเป็นไปนาน จะหวาดระแวงคนรอบข้างอยู่เสมอ กลัวจะเกิดซ้ำอีก และยังลุกลามต่อไปถึงการเรียน ด้วยความกลัวฝังใจ สมองจะไม่ปราดเปรื่อง นอนหลับไม่สนิท รู้สึกไม่เชื่อมั่นด้วยรู้สึกรังเกียจตัวเอง และพบว่ามีพฤติกรรมที่ถดถอย 15% ก้าวร้าว 14% เมื่อเติบใหญ่มีครอบครัว ความฝังใจจะมีผลต่อไปอีกถึงความสุขในชีวิตสมรส เกิดการหย่าร้าง ส่งผลต่อบุตรที่เกิดมาให้กลายเป็นปัญหาต่อไปอีก
ศ.นพ.นิกร ดุสิตสิน แพทย์ที่ปรึกษามูลนิธิวิจัยและพัฒนาสุขภาพทางเพศ ได้ให้ คุณวิภาดา เอี่ยมแย้ม เจ้าหน้าที่ติดต่อให้ผมไปดูโครงการนี้ เพื่อป้องกันถึงอันตรายต่างๆ ที่จะเกิดกับเด็ก ในหลักการจะให้ความรู้กับผู้ปกครองและคุณครูอนุบาล ให้มีความรู้เรื่องนี้แล้วช่วยถ่ายทอดให้เด็กเล็กได้รับรู้ เป็นการปูพื้นฐานแต่เล็ก เด็กจะฝังใจจำได้อะไรถูกต้อง ไม่ถูกต้อง คาดว่าอันตรายในอนาคตจะได้ลดลง
ทางมูลนิธิฯ ได้ทำหนังสือเชิญทางโรงเรียนอนุบาลให้มาเข้าร่วมโครงการ ได้ส่งไป 100 โรงเรียน ตอบรับมาเพียง 15 โรงเรียน ผมได้ไปที่ โรงเรียนเซนต์หลุยศึกษา เขตสาทร กท. ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ อ.ใหญ่คือ คุณสุเพ็ญ ตรีว่าอุดม ผมได้คุยกับคุณครูอนุบาล ผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ คุณครูพรกมล เงินเขียว ได้เล่าให้ฟังว่า โรงเรียนนี้เด็กอนุบาลมี 140 คน, 3 ชั้น อายุ 3-5 ขวบ คุณครู ได้ไปอบรมมา 5 วัน โดยเน้น ให้รู้เรื่องระบบสืบพันธุ์ เรียกชื่อให้ถูกต้องพร้อมหน้าที่ของอวัยวะนั้นๆ
สิ่งสำคัญต่อเด็ก ให้เด็ก มีทักษะในการแยกแยะ การสัมผัสที่ดี ไม่ดีต่อผู้มาถูกต้องตัว การตอบปฏิเสธ การหลีกเลี่ยง การป้องกัน และ ขอความช่วยเหลือ เมื่อถูกล่วงละเมิด ทางเพศ พื้นที่ส่วนตัวของเด็กชายคือ ก้น อวัยวะเพศชาย ส่วนของเด็กหญิง เพิ่มเต้านมเข้าไปด้วย
คุณครูพรกมล บอกว่า ได้เริ่มโครงการเมื่อ 16 มิ.ย. 51 จะพูดให้เด็กฟังทุกเช้าจนเข้าใจ โดยเน้นให้รู้จักหัดพูดถึงอวัยวะเพศ หวงแหนไม่ให้ใครมาแอบดูและมาจับต้อง เพราะเป็นของส่วนตัวของเรา หากใครมาจับต้องมิใช่แม่หรือคุณหมอที่จะตรวจร่างกายจะหลบหลีกและตอบปฏิเสธ ทันที โดยทั่วไปเด็กจะไม่ค่อยพูด มาเปลี่ยนเป็นต้องพูด อย่านะ อย่ามาแตะต้องตัวหนู หนูไม่ชอบ หากเหตุการณ์ยังไม่หยุดต้อง วิ่งหนีออกไปและร้องขอความช่วยเหลือทันที
เด็กๆ ได้แสดงภาคปฏิบัติให้ดู โดยสร้างเหตุการณ์สมมุติในรูปแบบต่าง ๆ แล้วมีผู้มาล่วงละเมิดด้วยการสัมผัสและเอาตัวไปโอบกอด ให้เด็กเกิดสัญชาตญาณรู้เองว่า สัมผัสและการกระทำนั้นดีหรือไม่ดี ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง สัมผัสของพ่อแม่พี่น้องกับคนที่ไม่รู้จัก คนเกเร คนเมานั้นไม่เหมือนกัน สัมผัสที่ดีจะอบอุ่น ความรู้สึกจะบอกกับตัวเอง รวมไปถึงเรื่องการแต่งตัวให้เรียบร้อย ทั้งเสื้อและกระโปรง การนั่งกระโปรงต้องปิดหัวเข่าและอยู่ในที่ที่ควรอยู่ ไปในที่ที่ควรไป
"ได้ดูหนู ๆ แสดงบทบาทต่าง ๆ ให้ดู ผมเองหวนนึกย้อนไปถึงวัยเด็ก คุณครูเคยสอนอะไรหรือพบ เหตุการณ์อะไรที่ถูกต้องไม่ถูกต้องจะฝังใจ และจำมาจนโต เรื่องนี้ก็คงเช่นกัน เด็กๆ คงจะฝังใจจำได้และตระหนักไว้ไปจนโต"โครงการการป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศเด็กอนุบาลของมูลนิธิวิจัยและพัฒนาสุขภาพทางเพศ ที่อบรมครูและไปถ่ายทอดให้นักเรียนได้รู้และระมัดระวังคนแปลกหน้าหรือคนคุ้น เคยที่จะกระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่เล็กเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก หากได้แพร่หลายคงจะเป็นทางหนึ่ง ที่จะช่วยให้การล่วงละเมิดทางเพศได้ลดน้อยลง
ล่วงละเมิดทางเพศ" ภัยร้ายใกล้ตัว
นับวันปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกที หากแต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่หญิงสาวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเด็กเล็กๆ ที่ยังไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็ถูกล่วงเกินแล้ว และผู้กระทำก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นคนที่อยู่รอบๆ ตัว ซ้ำยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันอีกด้วย
เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์แบบใกล้ชิด ก็คงหนีไม่พ้นครอบครัวที่มาเป็นอันดับ 1 เห็นได้จากข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ที่มักจะมีการล่วงละเมิดทางเพศ หรือกระทำชำเราอยู่บ่อยๆ ทั้งนี้ รศ.น.พ.รณชัย คงสุกนธ์ นักจิตวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในครอบครัวว่า
โอกาสของครอบครัวที่จะเกิดเหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศ มีลักษณะดังนี้ 1.เป็นครอบครัวที่แตกแยก 2.มีความรุนแรงในครอบครัว 3.มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ 4.ครอบครัวมีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุและอบายมุข 5.บิดาหรือมารดาเลี้ยงตามลำพัง 6.ให้การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม ซึ่งครอบครัวที่เข้าข่ายนี้จะทำให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข และความมั่นคง จนกลายเป็นปัญหาของประเทศชาติ และ ทุกครั้งที่เกิดเรื่องขึ้น เรามองเพียงแค่ผู้ถูกกระทำ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องไปมองที่ผู้กระทำบ้าง เพราะถ้าให้เกิดปัญหาก่อนการตั้งรับคงไม่ดีแน่ อีกทั้งเหตุการณ์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีการศึกษาสูงหรือต่ำ ฐานะดีหรือแย่ ก็มีโอกาสที่จะเป็นผู้กระทำ และผู้ถูกกระทำได้เท่ากัน
"เราควรที่จะแก้ปัญหาในระดับครอบครัวก่อน ต้องสอนให้เด็กรู้ถึงความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ และสอนให้เด็กผู้หญิงรู้จักป้องกันตัว ระดับต่อมาก็คือสังคม โดยเฉพาะสื่อควรจะมีการเซ็นเซอร์ภาพบางภาพที่มันล่อแหลมเกินไป และระดับสุดท้ายที่ถือว่าเป็นแหล่งใหญ่ก็คือโรงเรียน ซึ่งเด็กจะเรียนรู้จากเพื่อนมากที่สุด" นักจิตวิทยาแนะนำ
ด้าน พ.ต.ต.หญิงปวีณา เอกฉัตร ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เข้ามาดูแลเรื่องนี้ กล่าวว่า ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของคดี จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดกับเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี 70 เปอร์เซ็นต์เกิดในวัยรุ่น ที่มักจะปล่อยให้เกิดโดยบรรยากาศพาไป หรือการอยู่ด้วยกันสองต่อสองในที่ลับ อีก 10 เปอร์เซ็นต์ที่อายุเกิน 18 ปี แต่ถูกแฟนหรือคนรักเก่ากลับมาข่มขืน ซึ่งกรณีนี้มักจะมีการทำร้ายร่างกายร่วมด้วย
"สิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้เกิดปัญหาทางจิตจนทำให้ขาดความไว้วางใจ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้วขอแนะนำว่า ให้รีบมาพบหมอเพื่อตรวจร่างกาย หาร่องรอยการถูกข่มขืน อย่างเพิ่งชำระร่างกาย และเสื้อผ้าที่ใส่ขณะเกิดเหตุก็ควรเก็บไว้เป็นหลักฐานด้วย" พ.ต.ต.ปวีณา แนะนำการเก็บหลักฐานในการพิสูจน์
ส่วน สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง จากมูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวว่า คำว่า "ข่มขืน" บางทีก็ไม่ได้หมายความว่าครั้งเดียวหรือคนเดียว จนทำให้ผู้หญิงที่มีกระบวนการคิดที่ซับซ้อนไม่กล้าไปแจ้งความ สร้างความอึดอัดให้กับผู้หญิง ซึ่งความอึดอัดของผู้หญิงยากเกินกว่าที่จะอธิบาย เพราะผู้หญิงทั้งหลายที่ถูกข่มขืน ต้องการแค่ความเข้าใจไม่ใช่ความสงสาร และส่วนใหญ่ผู้กระทำมักจะมีการวางแผนมาก่อน โดยใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจ
"การลงโทษด้วยการจับแล้วปล่อย ไม่ใช่วิธีที่ดีและไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เพราะสิ่งที่ทำลงไปนั้นเป็นนิสัยเป็นพฤติกรรม การขังไม่ช่วยอะไรเลย สำหรับผู้ที่ถูกกระทำแล้วไม่กล้าแจ้งความ มาพูดคุยกับเราก็ได้ เพราะเราไม่อยากให้จมอยู่กับความเจ็บปวด เขาทำร้ายเราได้แค่ร่างกายเท่านั้น แต่คุณค่าของความเป็นคนของเรายังเท่าเดิม และเราก็ไม่ใช่คนเดียวที่เจอเหตุการณ์นี้ ยังมีอีกหลายคนที่เดินบนทางเส้นเดียวกับเรา" มูลนิธิเพื่อนหญิงย้ำคุณค่าของอิสตรี
ถ้าปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศยังไม่รีบแก้ไข เชื่อได้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะยิ่งเป็นภัยที่อันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะผลของมันไม่ใช่แค่วันนี้ แต่มันจะเป็นเหมือน "ตราบาป" ที่จะติดตัวลูกผู้หญิงคนหนึ่งไปตลอดชีวิตเลยทีเดียว
การล่วงละเมิดทางเพศในเด็ก ยังเป็นข่าวให้ได้รับรู้อยู่เสมอ และดูเหมือนนับวันจะเพิ่มมากขึ้นด้วย ผู้ที่ไปละเมิดสุดท้ายมักพบว่าเป็นคนคุ้นเคยใกล้ชิดของครอบครัวนั้นๆ นั่นเอง เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นพ่อแม่ผู้ปกครองบางท่านจะรู้สึกละอายคอยปกปิดไม่อยาก ให้สังคมรับรู้ นอกจากเหตุการณ์รุนแรงถึงขั้นอันตราย เจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องเรื่องจึงได้เปิดเผยออกมา
ปัจจุบันนี้สังคมได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย เรื่องการละเมิดทางเพศในเด็กพบเป็นส่วนหนึ่งด้วย จากสถิติ สนง.ตำรวจแห่งชาติคดีอาญา ในปี 2538 พบ 3,775 ราย เพิ่มขึ้นทุกปีจนถึงปี 2548 พบ 5,065 ราย อายุต่ำสุด 7 เดือน ปี 2540-2547 เด็กอายุ 1-6 ขวบ พบ 123 คน ซึ่งส่วนใหญ่พ่อแม่ จะปกปิด ไม่อยากไปศาล รู้สึกละอายที่คนจะล่วงรู้ ตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่านี้
ผลกระทบเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศที่เป็นหญิง จะมีผลกระทบทั้งกายและจิตใจ ร่างกาย บาดแผลพอรักษาได้ แต่ ด้านจิตใจ จะหวาดผวา ซึมเศร้า ฝันร้าย ตกใจง่ายและเป็นไปนาน จะหวาดระแวงคนรอบข้างอยู่เสมอ กลัวจะเกิดซ้ำอีก และยังลุกลามต่อไปถึงการเรียน ด้วยความกลัวฝังใจ สมองจะไม่ปราดเปรื่อง นอนหลับไม่สนิท รู้สึกไม่เชื่อมั่นด้วยรู้สึกรังเกียจตัวเอง และพบว่ามีพฤติกรรมที่ถดถอย 15% ก้าวร้าว 14% เมื่อเติบใหญ่มีครอบครัว ความฝังใจจะมีผลต่อไปอีกถึงความสุขในชีวิตสมรส เกิดการหย่าร้าง ส่งผลต่อบุตรที่เกิดมาให้กลายเป็นปัญหาต่อไปอีก
ศ.นพ.นิกร ดุสิตสิน แพทย์ที่ปรึกษามูลนิธิวิจัยและพัฒนาสุขภาพทางเพศ ได้ให้ คุณวิภาดา เอี่ยมแย้ม เจ้าหน้าที่ติดต่อให้ผมไปดูโครงการนี้ เพื่อป้องกันถึงอันตรายต่างๆ ที่จะเกิดกับเด็ก ในหลักการจะให้ความรู้กับผู้ปกครองและคุณครูอนุบาล ให้มีความรู้เรื่องนี้แล้วช่วยถ่ายทอดให้เด็กเล็กได้รับรู้ เป็นการปูพื้นฐานแต่เล็ก เด็กจะฝังใจจำได้อะไรถูกต้อง ไม่ถูกต้อง คาดว่าอันตรายในอนาคตจะได้ลดลง
ทางมูลนิธิฯ ได้ทำหนังสือเชิญทางโรงเรียนอนุบาลให้มาเข้าร่วมโครงการ ได้ส่งไป 100 โรงเรียน ตอบรับมาเพียง 15 โรงเรียน ผมได้ไปที่ โรงเรียนเซนต์หลุยศึกษา เขตสาทร กท. ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ อ.ใหญ่คือ คุณสุเพ็ญ ตรีว่าอุดม ผมได้คุยกับคุณครูอนุบาล ผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ คุณครูพรกมล เงินเขียว ได้เล่าให้ฟังว่า โรงเรียนนี้เด็กอนุบาลมี 140 คน, 3 ชั้น อายุ 3-5 ขวบ คุณครู ได้ไปอบรมมา 5 วัน โดยเน้น ให้รู้เรื่องระบบสืบพันธุ์ เรียกชื่อให้ถูกต้องพร้อมหน้าที่ของอวัยวะนั้นๆ
สิ่งสำคัญต่อเด็ก ให้เด็ก มีทักษะในการแยกแยะ การสัมผัสที่ดี ไม่ดีต่อผู้มาถูกต้องตัว การตอบปฏิเสธ การหลีกเลี่ยง การป้องกัน และ ขอความช่วยเหลือ เมื่อถูกล่วงละเมิด ทางเพศ พื้นที่ส่วนตัวของเด็กชายคือ ก้น อวัยวะเพศชาย ส่วนของเด็กหญิง เพิ่มเต้านมเข้าไปด้วย
คุณครูพรกมล บอกว่า ได้เริ่มโครงการเมื่อ 16 มิ.ย. 51 จะพูดให้เด็กฟังทุกเช้าจนเข้าใจ โดยเน้นให้รู้จักหัดพูดถึงอวัยวะเพศ หวงแหนไม่ให้ใครมาแอบดูและมาจับต้อง เพราะเป็นของส่วนตัวของเรา หากใครมาจับต้องมิใช่แม่หรือคุณหมอที่จะตรวจร่างกายจะหลบหลีกและตอบปฏิเสธ ทันที โดยทั่วไปเด็กจะไม่ค่อยพูด มาเปลี่ยนเป็นต้องพูด อย่านะ อย่ามาแตะต้องตัวหนู หนูไม่ชอบ หากเหตุการณ์ยังไม่หยุดต้อง วิ่งหนีออกไปและร้องขอความช่วยเหลือทันที
เด็กๆ ได้แสดงภาคปฏิบัติให้ดู โดยสร้างเหตุการณ์สมมุติในรูปแบบต่าง ๆ แล้วมีผู้มาล่วงละเมิดด้วยการสัมผัสและเอาตัวไปโอบกอด ให้เด็กเกิดสัญชาตญาณรู้เองว่า สัมผัสและการกระทำนั้นดีหรือไม่ดี ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง สัมผัสของพ่อแม่พี่น้องกับคนที่ไม่รู้จัก คนเกเร คนเมานั้นไม่เหมือนกัน สัมผัสที่ดีจะอบอุ่น ความรู้สึกจะบอกกับตัวเอง รวมไปถึงเรื่องการแต่งตัวให้เรียบร้อย ทั้งเสื้อและกระโปรง การนั่งกระโปรงต้องปิดหัวเข่าและอยู่ในที่ที่ควรอยู่ ไปในที่ที่ควรไป
"ได้ดูหนู ๆ แสดงบทบาทต่าง ๆ ให้ดู ผมเองหวนนึกย้อนไปถึงวัยเด็ก คุณครูเคยสอนอะไรหรือพบ เหตุการณ์อะไรที่ถูกต้องไม่ถูกต้องจะฝังใจ และจำมาจนโต เรื่องนี้ก็คงเช่นกัน เด็กๆ คงจะฝังใจจำได้และตระหนักไว้ไปจนโต"โครงการการป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศเด็กอนุบาลของมูลนิธิวิจัยและพัฒนาสุขภาพทางเพศ ที่อบรมครูและไปถ่ายทอดให้นักเรียนได้รู้และระมัดระวังคนแปลกหน้าหรือคนคุ้น เคยที่จะกระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่เล็กเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก หากได้แพร่หลายคงจะเป็นทางหนึ่ง ที่จะช่วยให้การล่วงละเมิดทางเพศได้ลดน้อยลง
ล่วงละเมิดทางเพศ" ภัยร้ายใกล้ตัว
นับวันปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกที หากแต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่หญิงสาวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเด็กเล็กๆ ที่ยังไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็ถูกล่วงเกินแล้ว และผู้กระทำก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นคนที่อยู่รอบๆ ตัว ซ้ำยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันอีกด้วย
เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์แบบใกล้ชิด ก็คงหนีไม่พ้นครอบครัวที่มาเป็นอันดับ 1 เห็นได้จากข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ที่มักจะมีการล่วงละเมิดทางเพศ หรือกระทำชำเราอยู่บ่อยๆ ทั้งนี้ รศ.น.พ.รณชัย คงสุกนธ์ นักจิตวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในครอบครัวว่า
โอกาสของครอบครัวที่จะเกิดเหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศ มีลักษณะดังนี้ 1.เป็นครอบครัวที่แตกแยก 2.มีความรุนแรงในครอบครัว 3.มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ 4.ครอบครัวมีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุและอบายมุข 5.บิดาหรือมารดาเลี้ยงตามลำพัง 6.ให้การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม ซึ่งครอบครัวที่เข้าข่ายนี้จะทำให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข และความมั่นคง จนกลายเป็นปัญหาของประเทศชาติ และ ทุกครั้งที่เกิดเรื่องขึ้น เรามองเพียงแค่ผู้ถูกกระทำ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องไปมองที่ผู้กระทำบ้าง เพราะถ้าให้เกิดปัญหาก่อนการตั้งรับคงไม่ดีแน่ อีกทั้งเหตุการณ์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีการศึกษาสูงหรือต่ำ ฐานะดีหรือแย่ ก็มีโอกาสที่จะเป็นผู้กระทำ และผู้ถูกกระทำได้เท่ากัน
"เราควรที่จะแก้ปัญหาในระดับครอบครัวก่อน ต้องสอนให้เด็กรู้ถึงความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ และสอนให้เด็กผู้หญิงรู้จักป้องกันตัว ระดับต่อมาก็คือสังคม โดยเฉพาะสื่อควรจะมีการเซ็นเซอร์ภาพบางภาพที่มันล่อแหลมเกินไป และระดับสุดท้ายที่ถือว่าเป็นแหล่งใหญ่ก็คือโรงเรียน ซึ่งเด็กจะเรียนรู้จากเพื่อนมากที่สุด" นักจิตวิทยาแนะนำ
ด้าน พ.ต.ต.หญิงปวีณา เอกฉัตร ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เข้ามาดูแลเรื่องนี้ กล่าวว่า ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของคดี จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดกับเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี 70 เปอร์เซ็นต์เกิดในวัยรุ่น ที่มักจะปล่อยให้เกิดโดยบรรยากาศพาไป หรือการอยู่ด้วยกันสองต่อสองในที่ลับ อีก 10 เปอร์เซ็นต์ที่อายุเกิน 18 ปี แต่ถูกแฟนหรือคนรักเก่ากลับมาข่มขืน ซึ่งกรณีนี้มักจะมีการทำร้ายร่างกายร่วมด้วย
"สิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้เกิดปัญหาทางจิตจนทำให้ขาดความไว้วางใจ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้วขอแนะนำว่า ให้รีบมาพบหมอเพื่อตรวจร่างกาย หาร่องรอยการถูกข่มขืน อย่างเพิ่งชำระร่างกาย และเสื้อผ้าที่ใส่ขณะเกิดเหตุก็ควรเก็บไว้เป็นหลักฐานด้วย" พ.ต.ต.ปวีณา แนะนำการเก็บหลักฐานในการพิสูจน์
ส่วน สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง จากมูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวว่า คำว่า "ข่มขืน" บางทีก็ไม่ได้หมายความว่าครั้งเดียวหรือคนเดียว จนทำให้ผู้หญิงที่มีกระบวนการคิดที่ซับซ้อนไม่กล้าไปแจ้งความ สร้างความอึดอัดให้กับผู้หญิง ซึ่งความอึดอัดของผู้หญิงยากเกินกว่าที่จะอธิบาย เพราะผู้หญิงทั้งหลายที่ถูกข่มขืน ต้องการแค่ความเข้าใจไม่ใช่ความสงสาร และส่วนใหญ่ผู้กระทำมักจะมีการวางแผนมาก่อน โดยใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจ
"การลงโทษด้วยการจับแล้วปล่อย ไม่ใช่วิธีที่ดีและไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เพราะสิ่งที่ทำลงไปนั้นเป็นนิสัยเป็นพฤติกรรม การขังไม่ช่วยอะไรเลย สำหรับผู้ที่ถูกกระทำแล้วไม่กล้าแจ้งความ มาพูดคุยกับเราก็ได้ เพราะเราไม่อยากให้จมอยู่กับความเจ็บปวด เขาทำร้ายเราได้แค่ร่างกายเท่านั้น แต่คุณค่าของความเป็นคนของเรายังเท่าเดิม และเราก็ไม่ใช่คนเดียวที่เจอเหตุการณ์นี้ ยังมีอีกหลายคนที่เดินบนทางเส้นเดียวกับเรา" มูลนิธิเพื่อนหญิงย้ำคุณค่าของอิสตรี
ถ้าปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศยังไม่รีบแก้ไข เชื่อได้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะยิ่งเป็นภัยที่อันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะผลของมันไม่ใช่แค่วันนี้ แต่มันจะเป็นเหมือน "ตราบาป" ที่จะติดตัวลูกผู้หญิงคนหนึ่งไปตลอดชีวิตเลยทีเดียว
